สยองขวัญรับอรุณ!ฆ่าโหด2ผัว-เมียขายกับข้าวห้างโลตัสสตึก

สยอง!หนุ่มใหญ่เมืองอุดรนอนตายหน้าห้องน้ำ ในบ้านเช่าใจกลางเมืองสตึก พบตามร่างมีแผลถูกแทงหลายแห่ง ส่วนเมียถูกมีดปาดคอเหวอะ ด้านลูกสาว 9 ขวบ ข้อมือถูกของมีคมบาดจนเอ็นขาดนำตัวส่งรักษา รพ.บุรีรัมย์ เผยผัว-เมียคู่นี้ มีปากเสียงเป็นประจำ ก่อนเกิดเหตุหัวค่ำ พบผัวนั่งดวดเหล้าย้อมใจ รุ่งเช้าได้ยินเสียงเอะอะโวยวายลั่นห้อง ก่อนกลายเป็นศพ เบื้องต้นคาดเป็นฝีมือผัว ด้านตำรวจเร่งสืบสวนหาข้อเท็จจริง

บุรีรัมย์ไทม์ /เมื่อเวลา 05.50 น.วันที่ 14 พ.ค.61 ร.ต.อ.สุระ ศรีจินดา รอง สว.(สอบสวน) สภ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ได้รับแจ้งเหตุมีคนฆ่ากันตายที่บ้านเลขที่ 399/1 หมู่ที่ 1 ถนนประชาบูรณะ  ต.สตึก อ.สตึก จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบแล้วพร้อมด้วย พ.ต.อ.สัมภาษณ์ ศรีจันทึก ผกก.สภ.สตึก ,พ.ต.ท.จำรัส ศิริเลี้ยง รอง ผกก.ป.ฯ แพทย์หญิงธนิษฐา จรรยา แพทย์เวร รพ.สตึก เจ้าหน้าที่กู้ภัยวังกรูดสตึก รีบรุดไปสอบสวน

ที่เกิดเหตุบ้าน 2 ชั้นครึ่งปูนครึ่งไม้ ซึ่งเป็นบ้านเช่าหลังที่ 6 ภายในซอยไม่มีชื่อ ตรวจสอบบริเวณหน้าห้องน้ำหลังบ้านพบศพ นายสมพงษ์ อินฤาชัย อายุ 50 ปี อยู่บ้านเลขที่ 383 หมู่ที่ 5 ตรอกศรีขวัญเมือง ซ.ประทุมวรรณ์ ต.ศรีสุโธ อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี พกบัตรประจำตัวผู้ตรวจสอบ (อตช.) องค์การตรวจสอบอำนาจรัฐ ในสภาพนุ่งกางเกงกีฬาขาสั้น สวมเสื้อยือคดกลมสีเทา นอนหงายเสียชีวิตหน้าห้องน้ำ มีบาดแผลรอยถูกแทงที่ราวนมด้านซ้าย 3 แผล ที่บริเวณสะดืออีก 3 แผล ใกล้กับศพผู้เสียชีวิตที่บนขื่อหน้าห้องน้ำพบเชือกไนลอนสีเขียวมัดอยู่ ที่หน้าประห้องน้ำพบมีดทำครัวปลายแหลมยาวประมาณ 30 ซม.เปื้อนเลือดวางอยู่บนกล่องกระดาษ ชั้นบนบ้านมีห้องนอน 2 ห้อง พบรอยเลือดหยดไหลเป็นทางขึ้นลงบันได

บริเวณหน้าบ้านชั้นล่างมีมุ้งนอนกางอยู่พื้น ใกล้กันพบกองเลือดบนพื้นห้อง พบนางเสาวลักษณ์ หยวกใจธรรม อายุ 44 ปี อยู่บ้านเลขที่ 38 หมู่ที่ 16 ต.นิคม อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ได้รับบาดเจ็บสาหัสนอนหายใจรวยรินอยู่ เจ้าหน้าที่รีบนำตัวส่งรักษาต่อที่ รพ.สตึก แต่ทนพิษบาดแผลไม่ไหวและเสียชีวิตระหว่างทาง เนื่องจากที่บริเวณลำคอของนางเสาวลักษณ์ ถูกปาดคอเป็นแผลฉกรรจ์ นอกจากนี้ยังพบว่าที่บริเวณข้อมือด้านซ้ายของ ด.ญ.ศุภกานต์ หยวกใจธรรม อายุ 9 ปี ลูกสาวของนางเสาวลักษณ์ผู้เสียชีวิต ถูกของมีคมบาดจนเส้นเอ็นข้อมือขาด เจ้าหน้าที่รีบนำตัวส่งรักษาต่อยัง รพ.บุรีรัมย์

สอบถามนายรัฐพล คุ้มสุวรรณ อายุ 40 ปี เข้าของบ้านเช่าบริเวณใกล้ที่เกิดเหตุ ผู้ที่มาพบเห็นคนแรก บอกว่า ช่วงก่อนรุ่งเช้าได้ยินเสียงคนตะโกนขอความช่วยเหลือว่ามีคนถูกแทง ที่บ้านเช่าหลังที่ 5 หลังท้ายสุดซอย จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วรีบออกไปช่วยเหลือ พบนายสมพงษ์ ผู้ตายแขวนคอกับขื่อไม้หน้าห้องน้ำด้วยเชือกไนลอนสีเขียว จึงช่วยกันนำร่างลงมาวางกับพื้น ที่บริเวณพื้นหน้าบ้านพบนางเสาวลักษณ์ ผู้เสียชีวิตนอนหัวใจรวยรินอยู่ จึงรีบนำส่ง รพ.สตึก เสียชีวิตในเวลาต่อมา และ ด.ญ.ศุภกานต์ ได้รับบาดเจ็บที่ข้อแขนซ้าย

นายรัฐพล บอกด้วยว่า นายสมพงษ์และนางเสาวลักษณ์ ผู้ตายมาเช่าบ้านอยู่ได้ครึ่งปี ช่วงค่ำก่อนเกิดเหตุ เห็นนายสมพงษ์นั่งดื่มเหล้าอยู่ร้านค้าใกล้บ้านพัก พอรุ่งเช้ากลับพบเสียชีวิต ซึ่งสามีภรรยาคู่นี้ มักจะมีปากเสียงกับภรรยาเป็นประจำ

สอบถาม นายพุฒิพงศ์ หยวกใจธรรม อายุ 18 ปี ลูกชายนางเสาวลักษณ์ผู้เสียชีวิต เล่าให้ฟังว่า ตนมีพี่น้อง 2 คน ส่วนนายสมพงษ์ ได้มาอยู่กินกับแม่ฉันสามีภรรยา อาศัยบ้านเช่าร่วมกัน 4 คน แม่และพ่อเลี้ยงมีอาชีพขายกับข้าวให้แก่พนักงานโลตัส สาขาสตึก พ่อเลี้ยงมักดื่มเหล้าเป็นประจำ แล้วมักทะเลาะกับแม่เป็นประจำ จนแม่ยืนคำขาดไม่ให้มาอยู่ด้วย แต่พ่อเลี้ยงก็ไม่ยอมหนีไปไหน ก่อนเกิดเหตุพ่อเลี้ยงกับแม่ทะเลาะกันเสียงดังลั่นบ้าน ก่อนตนขึ้นไปนอนชั้นบนเห็นแม่ลงมานอนกับพื้นห้องหน้าบ้าน พ่อเลี้ยงและน้องสาวกางมุ้งนอนกับพื้น ก่อนสว่างได้ยินเสียงน้องร้องไห้เสียงดังลั่น มืออาบเลือดวิ่งขึ้นมาหาตนหน้าตาตื่นขึ้นมาชั้นบน บอกว่าแม่ถูกพ่อแทงจึงรีบลงมาดูเห็นแม่นอนหัวใจรวยรินจมกองเลือดอยู่กับพื้น ที่หน้าห้องน้ำเห็นพ่อเลี้ยงผูกคอติดกับขื่อ จึงตะโกนขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านมาช่วย ตนและเจ้าของบ้านเช่านำน้องและแม่ส่ง รพ.สตึก แต่แม่เสียชีวิตระหว่างทาง ส่วนน้องถูกนำส่ง รพ.บุรีรัมย์ เนื่องจากเอ็นข้อมือขาด

 

ด้าน พ.ต.ท.จำรัส ศิริเลี้ยง รอง ผกก.ป.สภ.สตึก เปิดเผยว่า จากการสอบสวนเบื้องทราบว่า ผู้ตายทั้งคู่มาอาศัยร่วมกันฉันสามีภรรยา มักจะมีปากเสียงกันอยู่เป็นประจำ เพราะสามีชอบดื่มเหล้าเป็นประจำ ภรรยาเคยไล่ออกจากบ้าน แต่ก็กลับมาอยู่ด้วยกันคืน ก่อนเกิดเหตุนายสมพงษ์ คงดื่มย้อมใจก่อนตัดสินใจใช้มีปาดคอภรรยาเสียชีวิต แล้วใช้มีดแทงกระหน่ำตัวเองหลายแผล แต่คงไม่ตายทันทีคิดได้จึงหาเชือกมาแขวนคอตนเองให้ตายตามภรรยา อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องสอบปากคำจาก ด.ญ.ศุภกานต์ที่เดินทางไปรักษาตัวที่ รพ.บุรีรัมย์อีกครั้ง ส่วนนายพุฒิพงศ์ จะได้เชิญตัวไปสอบปากคำอีกครั้งหนึ่งฐานะผู้อยู่บ้านเดียวกัน เพื่อสืบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงอีกครั้ง.