ผลตรวจศพชายพิการขาลีบตายในป่าอ้อยถูกฆาตกรรม

ศพชายพิการขาลีบ 2 ข้าง วัย 46 ปี นอนตายขึ้นอืดกลางป่าอ้อย อ.บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์ ผลตรวจชันสูจน์ระบุ เสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจ ญาติเชื่อถูกถูกฆ่า ขณะตำรวจเร่งลงพื้นที่คลี่คลายคดี

บุรีรัมย์ไทม์ / วานนี้(4 ก.ย.61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีพบศพ นายสุที เย็กรัมย์ อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 34/1 หมู่ 13 บ้านหนองทับ ต.บ้านด่าน อ.บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นคนพิการขาลีบทั้ง 2 ข้าง ในสภาพศพขึ้นอืด เปลือยกายสวมเพียงกางเกงในตัวเดียว นอนเสียชีวิตอยู่ในป่าอ้อย บ้านโคกขาม หมู่ 11 ต.บ้านด่าน โดยพบรถจักรยานและเสื้อผ้าของผู้เสียชีวิต ถูกทิ้งไว้บริเวณปากทางเข้าป่าอ้อย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 3 ก.ย.ที่ผ่านมา และได้นำศพส่งตรวจชันสูจน์ที่โรงพยาบาลสุรินทร์ เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิต

โดยหลังการตรวจชันสูจน์ญาติได้ไปรับศพของนายสุที มาจากโรงพยาบาลสุรินทร์ เพื่อนำมาประกอบพิธีฌาปนกิจศพที่วัดดงกระทิง ต.บ้านด่าน เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น.วันที่ 4 ก.ย. ซึ่งนางสาวอมรรัตน์ ภูประโคน อายุ 32 ปี หลานสาวผู้เสียชีวิต ซึ่งเดินทางไปรับศพ บอกว่าตอนไปรับศพหมอบอกว่านายสุที เสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจ โดยพบเชือกถูกรัดที่คอจำนวนถึง 4 รอบ หมายถึงผู้เสียชีวิตถูกฆ่ากรรม จึงอยากวิงวอนให้ตำรวจช่วยคลี่คลายคดี จับตัวคนร้ายที่ก่อเหตุรายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมาย

 

นางสาวอมรรัตน์ บอกต่อว่าน้าชายเป็นผู้ป่วยพิการขาลีบทั้ง 2 ข้าง แต่สามารถเดินได้ สติปัญญาปกติทุกอย่าง ซึ่งในคืนวันที่ 31 ส.ค.61 เวลาประมาณ 21.00 น. ภาพจากกล้องวงจรปิดจับภาพได้ว่ามีคนมาหาน้าชายที่บ้านพัก อีกทั้งช่วงเวลาดังกล่าวเพื่อนบ้านใกล้เคียง ยังได้ยินเสียงผู้ชายที่มาหาน้าชายตนเองพูดคุยกันด้วย โดยพูดคุยกันว่าให้ดับไฟและปิดทีวี ก่อนจะชักชวนกันออกไปข้างนอก

นางสาวอมรรัตน์ บอกอีกว่าจากนั้นในช่วงเช้าก็ไม่เห็นน้าชายเข้ามาบ้าน ตนและญาติได้พยายามออกตามหา ทั้งได้ประกาศหาคนหายแต่ไม่พบ กระทั่งมีผู้มาพบน้าชายนอนตายกลายเป็นศพอยู่ในป่าอ้อยดังกล่าว

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า ตำรวจชุดสืบสวน สภ.บ้านด่าน ได้เชิญตัวชายต้องสงสัย ซึ่งเป็นเพื่อนของผู้เสียชีวิตไปสอบปากคำ ซึ่งเบื้องต้นชายคนดังกล่าวยังให้การปฎิเสธ โดยบอกว่าไม่มีส่วนรู้เห็นกับการเสียชีวิตของนายสุที ซึ่งขณะนี้ตำรวจได้ลงพื้นที่หาข้อมูลจากพยานแวดล้อม และกำลังตรวจสอบภาพบุคคลจากกล้องวงจรปิด เพื่อนำมาประกอบคดี ติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

Cr..ทีมข่าวเฉพาะกิจ / รายงาน