รวบสาวแสบอ้างชื่อเมียเนวินหลอกเงินลงทุนธุรกิจสีเทาเมืองนอกสูญร่วมล้านบาท

ตำรวจบุรีรัมย์จับสาวแสบวัย๒๕ อ้างตัวเป็นเลขาคนสนิทเมียเนวิน “ซ้อต่าย” เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้ตัวเอง หลอกตีสนิทหนุ่มใหญ่เมืองกรุง แล้วขอยืมเงินอ้างนำไปร่วมลงทุนทำธุรกิจรับเหมา และร้านอาหารต่างประเทศร่วมกับซ้อต่าย สุดท้ายสูญเงินกว่า ๕ แสน ทั้งยังกล่าวหาว่าซ้อต่าย ทำธุรกิจส่งเด็กสาวไปขายบริการต่างประเทศ ขณะซ้อต่ายส่งส่งตัวแทนเข้าแจ้งความฐานหมิ่นประมาท ลั่นเอาผิดถึงที่สุดเพราะทำให้เสียชื่อเสียง

บุรีรัมย์ไทม์ / เมื่อเวลา ๑๕.๓๐ น. วันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๑ ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองบุรีรัมย์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ พ.ต.อ.ต่อศักดิ์ ศรีเสริม ผกก.สภ.เมืองบุรีรัมย์ พ.ต.ท.กำพล วงษ์สงวน รอง ผกก.สส.สภ.เมืองบุรีรัมย์ ร.ต.อ.เอกพงษ์ เดชพรมรัมย์ รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.เมืองบุรีรัมย์ สอบปากคำ น.ส.พัชรา หรืออุ้ย อาตนะจันทร์ อายุ ๒๖ ปี อยู่บ้านเลขที่ ๙๗ หมู่ที่ ๑๗ ต.กุดเค้า อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น ผู้ต้องหาตามหมายจับฐาน กระทำความผิดฐานฉ้อโกงทรัพย์

หลังนายจักรภพ(ขอสงวนนามสกุล) อายุ ๔๒ ปี ชาวกรุงเทพฯ เข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.เมืองบุรีรัมย์ ว่าถูก น.ส.พัชรา หรืออุ้ย อ้างตัวว่าเป็นคนสนิทและเป็นเลขาส่วนตัวของ นางกรุณา ชิดชอบ นายก อบจ.บุรีรัมย์ ภริยานายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด ซึ่งรู้จักกันผ่านสื่อออนไลน์ เข้ามาตีสนิทว่า ตนเองนอกจากจะเป็นคนสนิทและเป็นเลขาส่วนตัว นางกรุณาแล้ว น.ส.พัชรา ยังมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลงาน และเป็นผู้ดูแลธุรกิจส่วนตัวให้กับนางกรุณา ที่ได้ลงทุนทำธุรกิจรับเหมาในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวเอง ก่อนจะใช้กลอุบายหลอกล่อยืมเงินนายจักรภพ อ้างว่าจะนำไปร่วมลงทุนทำธุรกิจรับเหมาทำถนนลาดยาง ที่รับช่วงมาต่อจากนางกรุณา และร่วมทำธุรกิจร้านอาหารในต่างประเทศ ที่นางกรุณา ได้ทำอยู่ด้วย ทั้งที่ประเทศมาเลเซีย สิงค์โปร ฮ่องกง มาเก๋า และ เกาหลีใต้ โดยจะมีผลตอบแทนสูง ทำให้นายจักรภพหลงเชื่อ และยังได้เคยพานายจักรภพมาที่ จ.บุรีรัมย์ เพื่อไปดูตามสถานที่รับเหมาต่างๆหลายครั้ง พร้อมกับขอยืมเงินครั้งละ ๒-๓ แสนบาท หลายครั้งเพื่อจ่ายค่าแรงคนงาน โดยบอกว่าเงินที่นางกรุณา ให้มาไม่เพียงพอต่อการจ่ายค่าแรงคนงาน ทั้งเงินสดและโอนเข้าบัญชีธนาคารรวมแล้วไม่ต่ำกว่า ๕ แสนบาท

ล่าสุดจะขอเงินจากนายจักรภพอีก โดยบอกว่านางกรุณา ได้ชักชวน น.ส.พัชรา ไปลงทุนทำธุรกิจร้านอาหารที่ต่างประเทศ และยังจัดส่งหญิงสาวไปทำงาน ในสถานบริการยังต่างประเทศที่กล่าวอ้างมา ซึ่งนางกรุณา เป็นผู้ลงทุนอยู่และให้ น.ส.พัชรา เป็นผู้ดูแล โดยจะให้ น.ส.พัชรา มีหุ้นส่วนในกิจการ จึงจะขอยืมเงินนายจักรภพ ไปลงทุนอีกประมาณ ๓ แสนบาท นายจักรภพจึงเอะใจและได้เดินทางมา จ.บุรีรัมย์ เพื่อพบกับ นางอมรรัตน์ นพพลกรัง ที่ปรึกษานายก อบจ.บุรีรัมย์ เพื่อเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟัง และให้ดูข้อมูลที่ น.ส.พัชรา พุดคุยกับนายจักรภพ ที่อ้างตัวว่าเป็นคนสนิทและเลขาส่วนตัว ที่ทำน้าที่ดูแลกิจการต่างๆให้กับนางกรุณา

ทั้งนี้หลังจากที่นายจักรภพ นำเรื่องราวและข้อมูลดังกล่าวให้ที่ปรึกษานายก อบจ.บุรีรัมย์ ดูแล้วและได้สอบถามไปยังนางกรุณา จึงทราบว่า น.ส.พัชรา ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใดกับ นางกรุณา อีกทั้งนางกรุณา ก็ไม่เคยรู้จักกับ น.ส.พัชรา และไม่เคยทำธุรกิจตามที่ น.ส.พัชรา กล่าวอ้าง จึงรู้ตัวว่าตนเองถูกหลอก และได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจ สภ.เมืองบุรีรัมย์ เพื่อให้ติดตามจับกุมตัว น.ส.พัชรา มาดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งในข้อหาฉ้อโกง และหมิ่นประมาท

จากการสอบถาม น.ส.พัชรา ให้การยอมรับสารภาพว่า ได้หลอกลวงนายจักรภพจริง เพื่อต้องการหลอกเอาเงินจากนายจักรภพ และเพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ จึงได้ออกอุบายว่าตนเองเป็นคนสนิท และเป็นเลขาส่วนตัวของนางกรุณา ทั้งยังเป็นผู้ดูแลธุรกิจต่างๆให้กับนางกรุณา ทั้งที่จริงๆแล้วตนเองไม่ได้รู้จักสนิทสนม หรือเป็นเลขาของนางกรุณาแต่อย่างใด เป็นเพียงการแอบอ้างตัวเพื่อให้คนที่ตนเองไปหลอกลวงหลงเชื่อเท่านั้น พร้อมยอมรับผิดในสิ่งที่ตนเองได้กระทำลงไป พร้อมฝากขอโทษนางกรุณา ด้วยที่ตนเอาชื่อมาแอบอ้าง จนทำให้เกิดความเสียหาย และรับความเสื่อมเสียในชื่อเสียง

ด้านนายจักรภพ บอกว่าได้รู้จักกับ น.ส.พัชรา ทางโลกออนไลน์ และได้มีการนัดเจอกันกับ น.ส.พัชรา ก็มาตีสนิทโดยแอบอ้างว่าตัวเองเป็นเลขาคนสนิทของนางกรุณา เพราะ น.ส.พัชรา ยังได้พาตนมาเที่ยวและดูธุรกิจรับเหมาต่างๆที่บุรีรัมย์ ตนจึงเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ จากนั้น น.ส.พัชรา ก็ขอยืมเงินครั้งละหลักแสนบาทหลายครั้ง โดยอ้างว่าจะนำไปจ่ายค่าแรงคนงาน ที่ตนเองได้ลงทุนทำธุรกิจรับเหมาทำถนนลาดยาง ที่รับงานต่อมาจากนางกรุณา โดย น.ส.พัชรา ได้มีการนำรูปภาพการซ่อมสร้างถนน และรูปภาพของนางกรุณา ในสถานที่ต่างๆ มาให้ดูเพื่อให้ตายใจด้วย และบอกว่าหากได้เปอร์เซ็นต์หรือกำไร จากการรับเหมางานก็จะคืนเงินให้พร้อมผลตอบแทน จึงหลงเชื่อให้ยืมเงินไปทั้งที่เป็นเงินสด และโอนเข้าบัญชีรวมกว่า ๕แสนบาท

ต่อมาล่าสุด น.ส.พัชรา มาขอยืมเงินอีกโดยอ้างว่าจะไปร่วมทำธุรกิจร้านอาหารของนางกรุณา ที่ น.ส.พัชรา เป็นผู้ดูแลอยู่ในหลายประเทศ และจะส่งหญิงสาวไปทำงานที่ร้านอาหารในต่างประเทศด้วย จึงเริ่มเอะใจและปฏิเสธไม่ร่วมลงทุน ทั้งได้ขอเงินที่ยืมไปคืน แต่ น.ส.พัชรา ก็รับปากจะคืนให้แต่พอถึงเวลานัดคืนเงินกลับติดต่อไม่ได้ จึงได้เข้าแจ้งความดำเนินคดี

จากนั้นนางอมรรัตน์ นพพลกรัง อายุ ๕๓ ปี ที่ปรึกษานายก อบจ.บุรีรัมย์ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจาก นางกรุณา ชิดชอบ นายก อบจ.บุรีรัมย์ ให้เดินทางเข้ามาแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองบุรีรัมย์ เพื่อให้ดำเนินคดีเอาผิดกับ น.ส.พัชรา พร้อมระบุว่า นางกรุณา ไม่เคยรู้จักใดๆทั้งสิ้นกับ น.ส.พัชรา และ น.ส.พัชรา ก็ไม่เคยทำงานใดๆที่เกี่ยวข้องกับนางกรุณา ซึ่งการที่ น.ส.พัชรา แอบอ้างตัวว่าเป็นเลขาคนสนิทของ นางกรุณา และยังอ้างว่าเป็นผู้ดูแลธุรกิจรับเหมาต่างๆใน จ.บุรีรัมย์ รวมทั้งยังมีการทำธุรกิจประเภทร้านอาหาร หรือจัดส่งหญิงสาวไปทำงานยังต่างประเทศ ในลักษณะค้าประเวณีนั้น ขอยืนยันว่านางกรุณา ไม่เคยมีการทำธุรกิจดังกล่าวตามที่ถูกกล่าวอ้าง จึงขอให้ตำรวจดำเนินคดีกับ น.ส.พัชรา ตมกฎหมายให้ถึงที่สุด

“นายกกรุณา ท่านไม่เคยรู้จักกับ น.ส.พัชรา ตามที่กล่าวอ้าง และไม่ได้ทำธุรกิจสีเทาตามที่ถูกกล่าวหาด้วย จึงขอฝากถึงคนที่ตกเป็นเหยื่อถูก น.ส.พัชรา หลอกลวง โดยแอบอ้างว่าชื่อของนางกรุณา เพื่อไปหาผลประโยชน์ ก็ให้มาแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้”นางอมรรัตน์ กล่าว

ทั้งนี้เบื้องต้นพนักงานสอบสวนเบื้องต้นได้แจ้งข้อหา “ฉ้อโกงทรัพย์ , หมิ่นประมาท” พร้อมควบคุมตัวไว้ดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมฝากเตือนว่าหากใครถูกหลอกลวง ในลักษณะดังกล่าวก็สามารถมาแจ้งความเพิ่มเติมได้ ซึ่งจากการสืบสวนสอบสวนทราบว่า น่าจะมีบุคคลที่หลงกลตกเป็นเหยื่ออีก ๒-๓ราย

Cr..ทีมข่าวเฉพาะกิจ / รายงาน