“ลุงตู่”ควง7รมต.ลงพื้นที่แก้ภัยแล้งบุรีรัมย์ย้ำรัฐบาลเร่งออกมาตรการช่วยเหลือผู้รับผลกระทบจากภัยแล้งโดยด่วน

“ประยุทธ์”ควง 7 รมต.ลงพื้นที่ตรวจสภาพอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก จ.บุรีรัมย์ เพื่อติดตามแก้ไขปัญหาวิกฤตภัยแล้ง พร้อมมอบเกียรติบัตรชื่นชมประชาชนเสียสละที่ดินทำระบบผันน้ำ เพื่อร่วมแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ เผยจะเร่งออกมาตรการช่วยเหลือผู้รับผลกระทบจากภัยแล้งโดยด่วน โปรยยาหอมลดดอกเบี้ยเงินกู้ภัยแล้ง-พักหนี้-ให้สินเชื่อ และการสนับสนุนต้นทุนค่าปลูกข้าวนาปี ช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยถูกภัยแล้งคุกคาม หยอดคำหวานบุรีรัมย์และกลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์ ขอให้เชื่อมั่นในโครงการต่างๆ ที่รัฐบาลได้ริเริ่มไว้ จะเริ่มเห็นผลในไม่ช้าทั้งEEC รถไฟความเร็วสูง และรถไฟรางคู่             บุรีรัมย์ไทม์ / ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.12 น. วันที่ 19 ส.ค.62 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม และนายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย เดินทางมาที่อ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก โครงการชลประทานบุรีรัมย์ ต.บ้านบัว อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เพื่อตรวจสภาพอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก และสถานการณ์น้ำของ จ.บุรีรัมย์ พร้อมพบปะประชาชนเพื่อรับฟังปัญหาในพื้นที่ เพื่อหาแนวทางบริหารจัดการน้ำทั้งระบบให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำให้ประชาชนมีน้ำเพียงพอ สำหรับการอุปโภคบริโภคและด้านการเกษตร โดยมี นายธีรวัฒน์ วุฒิคุณ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  รวมถึงประชาชนชาว จ.บุรีรัมย์ จากทั้ง 23 อำเภอกว่า 10,000 คนร่วมให้การต้อนรับ          โดยนายกรัฐมนตรี ได้เยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ข้าวอินทรีย์บ้านสวายสอ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของกลุ่มชนไทยเขมร ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการส่งเสริมให้ประชาชนปลูกพืชอินทรีย์ หรือพืชผักปลอดสารพิษ และชมนิทรรศการเกี่ยวกับการอนุรักษ์นกกระเรียนพันธุ์ไทย ซึ่งสูญพันธุ์ไปเมื่อ 15 ปีก่อน ปัจจุบันได้มีการอนุรักษ์นกกระเรียนพันธุ์ไทยในบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำเขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีตัวแทนยุวมัคคุเทศก์ในพื้นที่บรรยายสรุป         ก่อนที่นายกรัฐมนตรีได้เดินขึ้นไปยังหอชมนกเพื่อตรวจสภาพอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก ซึ่งเป็นแหล่งน้ำดิบ ร่วมกับอ่างเก็บน้ำห้วยตลาด (ใช้น้ำดิบผลิตประปาวันละประมาณ 50,000 ลบ.ม.) สำหรับผลิตน้ำประปาบริการประชาชนในเขต อ.เมืองบุรีรัมย์ และใกล้เคียง ทั้งยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำจืด สถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจของประชาชน และรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำของจังหวัดบุรีรัมย์ และแนวทางการแก้ไขปัญหา รวมทั้งสถานการณ์น้ำด้านการอุปโภคบริโภคในพื้นที่ และน้ำที่เกี่ยวข้องในด้านการเกษตรจาก นายธีรวัฒน์ วุฒิคุณ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์            จากนั้นนายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานมอบเกียรติบัตรและถ่ายภาพร่วมกับกลุ่มประชาชนที่อนุญาตให้ทางการเข้าไปในที่ดินส่วนตัว เพื่อทำระบบผันน้ำลำปะเทีย – อ่างเก็บน้ำห้วยตลาดในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง จำนวน 118 คน เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นขวัญกำลังใจและขอบคุณประชาชนที่มีจิตสาธารณะเสียสละที่ดินของตนเองเพื่อส่วนรวมในการดำเนินการดังกล่าวเพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์         พลเอก ประยุทธ์ ได้กล่าวทักทายกับประชาชนชาวบุรีรัมย์ทุกคนที่มาให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ว่าการเดินทางมาวันนี้ก็เพื่อมาแก้ปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืน โดย จ.บุรีรัมย์ถือเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพหลายด้าน ทั้งด้านการท่องเที่ยวและกีฬา ตลอดจนศิลปวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง การเดินทางมา จ.บุรีรัมย์ก็ มาด้วยความห่วงใย และอยากมาเห็นสภาพปัญหาด้วยตนเอง ซึ่ง จ.บุรีรัมย์ เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่ได้รับผลกระทบภัยแล้ง รวมทั้งมาดูความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาและการเตรียมแผนรับมือในฤดูภัยแล้งในอนาคต โดยเมื่อเช้าได้ประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดภาคอีสาน 20 จังหวัด เพื่อติดตามการแก้ไขสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้น ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พยายามทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ซึ่งตนได้กำชับให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องช่วยกันดูแล เพื่อให้สถานการณ์ภัยแล้งคลี่คลายโดยเร็ว โดยได้มีการอนุมัติหลักการแก้ไขปัญหาที่เสนอมา โดยจะมีการจัดลำดับการดำเนินการตามความสำคัญเร่งด่วน และขอขอบคุณประชาชนที่มีจิตสาธารณะ ที่เสียสละที่ดินของตนเอง เพื่อส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์           “ขอให้ทุกคนมีน้ำใจเสียสละเพื่อส่วนรวมให้มากขึ้น เช่นเดียวกับกลุ่มประชาชนที่อนุญาตให้ทางการเข้าไปในที่ดินส่วนตัว เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้ง การขาดแคลนน้ำที่เกิดขึ้นนั้น สาเหตุมาจากฝนตกน้อย ซึ่งเกิดจากอากาศเปลี่ยนแปลง และหวังว่าจะมีพายุเพื่อจะทำให้ฝนตกลงและมีน้ำมาเพิ่ม ขอให้ทุกคนช่วยกันดูแลในเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมและป่าไม้ รวมทั้งจะทำอย่างไรให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลก็จะพยายามทำอย่างต่อเนื่อง ส่วนการเพิ่มขนาดความจุของอ่าง ก็อยู่ในแผนที่จะดำเนินการต่อไป เช่น การขุดแลกดิน เพื่อนำดินไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นต่อไป รวมไปถึงการขุดน้ำในที่นาเพื่อเก็บกับน้ำไว้ใช้ในไร่นา”นายกรัฐมนตรี กล่าว               พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลได้มีมาตรการในการช่วยเหลือประชาชน ที่ได้รับผลกระทบโดยเฉพาะที่เป็นเกษตรกรรายย่อยและเกษตรกรที่ประสบภัยแล้ง ทั้ง 13 จังหวัด โดยร่วมกับ ธ.ก.ส.ได้แก่การลดดอกเบี้ยเงินกู้ภัยแล้ง, การพักหนี้ภัยแล้ง , การให้สินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย และการสนับสนุนต้นทุนค่าปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2562/63 ขณะเดียวกันการปลูกพืชต้องสอดคล้องกับพื้นที่ และปริมาณน้ำ รวมทั้งเป็นไปตามแผน Agri-map และให้มีปริมาณที่เหมาะสมกับความต้องการของตลาด โดยได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปพิจารณาดำเนินการในเรื่องของปุ๋ยสั่งตัด เพื่อให้ตรงกับพืชแต่ละชนิดและพื้นที่อย่างแท้จริง รวมทั้งได้สั่งการให้บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และบูรณาการข้อมูลเพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชน ที่ได้รับผลกระทบให้ทันท่วงที          พลเอกประยุทธ์ กล่าวต่อว่าได้เปิด “ศูนย์อำนวยการน้ำเฉพาะกิจ” เพื่อแก้วิกฤตแล้งในช่วงฤดูฝน ทั้งนี้ ขอฝากให้ทุกคนเตรียมในเรื่องการทำเกษตรยุคใหม่ โดยมีการนำเทคโนลยีมาให้ในการทำการเกษตรและการประกอบอาชีพอื่นๆ เพื่อให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันต้องร่วมกันส่งเสริมให้ลูกหลาน เรียนในสาขาที่ตรงกับความต้องการของตลาด และการพัฒนาประเทศในอนาคต             พลเอกประยุทธ์ กล่าวอีกว่ารัฐบาลได้มีมาตรการแก้ไขภัยแล้งใน 3 ระยะ ประกอบด้วย 1.มาตรการระยะเร่งด่วน 6 มาตรการ ได้แก่ ปฏิบัติการฝนหลวงเหนืออ่างเก็บน้ำและพื้นที่เกษตร สำรวจพื้นที่ขาดแคลนน้ำ/สนับสนุนเครื่องจักรเครื่องมือ ปรับแผนระบายน้ำโดยเฉพาะแหล่งน้ำที่มีน้ำน้อยกว่า 30% ปรับลดแผนระบายน้ำ 4 เขื่อนหลักในลุ่มเจ้าพระยา การประปานครหลวงวางแผนใช้น้ำจากลุ่มแม่กลองร่วมกับ กฟผ. / กรมชลประทาน สร้างความเข้าใจสถานการณ์น้ำแก่ผู้เกี่ยวข้อง 2. มาตรการระยะสั้น 4 มาตรการ ได้แก่ เร่งรัดหน่วยงานที่ได้รับงบกลางเพื่อก่อสร้างและซ่อมแซมฝายชะลอน้ำให้ทันรับน้ำในฤดูฝน ปรับแผนขุดเจาะบ่อบาดาล จัดทำแผนตามความเร่งด่วน โดยเฉพาะน้ำอุปโภคบริโภค  และกำหนดนโยบายช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัย และ 3.มาตรการระยะยาว 3 มาตรการ ได้แก่ เร่งรัดโครงการตามแผน Area Based แผนน้ำ 20 ปี ทำทะเบียนแหล่งน้ำ ทะเบียนผู้ใช้น้ำ และปรับแผน-ปฏิทินเพาะปลูกล่วงหน้าให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำ         พร้อมกันนี้นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้เร่งรัดมาตรการระยะเร่งด่วนและระยะสั้น ทั้งการเร่งดำเนินการตามมาตรการแก้ไขปัญหาพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ การพิจารณาใช้พลังงานทางเลือกในการสูบน้ำบาดาล และการรายงานผลการดำเนินการตามมาตรการแก้ไขปัญหาภัยแล้งเป็นระยะ เช่น ปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำ การสนับสนุนเครื่องมือเครื่องจักร ตลอดจนตั้งศูนย์เฉพาะกิจต่าง ๆ ให้ทำงานสอดประสานกัน ตลอดจนให้ปรับแผนการระบายน้ำ การรับมือภัยแล้ง ต้องเร่งช่วยเหลือโดยเร็ว พร้อมกับวางแผนจัดสรรน้ำให้เพียงพอถึงปีหน้า        พลเอกประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า ตนได้รับทราบถึงปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก และอ่างเก็บน้ำห้วยตลาด ซึ่งเป็นแหล่งน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปานั้น ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มากและอ่างเก็บน้ำห้วยตลาด แล้วหาน้ำมาเติมให้เพียงพอต่อการผลิตน้ำประปา และน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของประชาชน เพื่อไม่ให้กระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชน และขอชื่นชมโรงเรียนมีชัยพัฒนา อ.ลำปลายมาศ ซึ่งถือเป็นต้นแบบของการบริหารจัดการน้ำ โดยร่วมกับหน่วยงานเอกชนสาธารณะประโยชน์ ชุมชน และภาคธุรกิจเอกชน ที่ส่งเสริมให้นักเรียน คนในชุมชน ได้มีความรู้ในการเก็บกักน้ำ และการประหยัดน้ำ ทั้งการบริหารจัดการน้ำฝนและน้ำผิวดิน การบริหารจัดการน้ำบาดาล การบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร โดยส่งเสริมการเกษตรที่ใช้พื้นที่น้อย น้ำน้อย แรงน้อย และผลตอบแทนดี นวัตกรรมเครื่องกรองน้ำซีเมนต์ระดับหลังคาเรือน และการผลิตน้ำจากความชื้นในอากาศ ซึ่งนับว่าเป็นต้นแบบให้กับพื้นที่อื่น ๆ ได้นำไปปฏิบัติต่อไป          นอกจากนี้ พลเอกประยุทธ์ ยังได้กล่าวแสดงความเชื่อมั่นว่าบุรีรัมย์ และกลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์ จะสามารถก้าวไปสู่จุดหมายปลายทางของนักลงทุน นักท่องเที่ยว และการพัฒนาความเจริญคู่ไปพร้อมกันทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำ ถนนหนทาง สุขภาพอนามัย การบริการทางการแพทย์สมัยใหม่ที่สะดวกรวดเร็ว ตลอดทั้งกิจกรรมการดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าสู่ จ.บุรีรัมย์ จึงขอให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างเต็มที่ และขอให้เชื่อมั่นว่าโครงการต่างๆ ที่รัฐบาลได้ริเริ่มไว้ จะเริ่มเห็นผลในไม่ช้า ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนใน EEC รถไฟความเร็วสูง และรถไฟรางคู่ เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และชาติบ้านเมืองมีความเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคง และยั่งยืน.